วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ศิลปะการออกแบบฤาอนาจาร บทความนี้มุ่งประเมินคุณค่าผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์โดยอิงหลักสุนทรียศาสตร์ หลักการออกแบบ และหลักธรรมะ ข้อเขียนนี้อาจมีผู้คนเห็นด้วยหรือเห็นต่าง อ่านแล้วอาจมีแย้ม ยิ้ม สรวล หรือเสียงสบถ นั่นมิใช่ปัญหา แต่ขอเชิญชวนผู้อ่านให้อ่านอย่างเพลิดเพลิน ปล่อยอารมณ์ไปตามแต่ท่านจะรู้สึกได้ สุนทรียาสตร์นั้นเป็นวิชาว่าด้วยความงามและความน่าเกลียดเป็นแขนงคุณวิทยาในศาสตร์สาขาปรัชญา คุณวิทยาประกอบด้วยสุนทรียศาสตร์ ตรรกศาสตร์ และจริยศาสตร์ ดังนั้น ผู้เขียนจึงใช้ 1) หลักสุนทรียศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องในประเด็นความงามมีอยู่จริงหรือไม่ หากมีมีอยู่ที่ใด 2) หลักตรรกศาสตร์ที่เกี่ยวกับเหตุผลของแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิญชวนให้เกิดอารมณ์ดี และ 3) หลักจริยศาสตร์ชี้ประเด็นคุณค่าของงานออกแบบในทัศนะของศาสนาพุทธและคริสต์ หลักสามประสานนี้จะอธิบายและประเมินคุณค่าของผลงานการออกแบบทั้ง 8 ภาพ โดยนำเสนอความหมายของคำศัพท์ และหลักการประเมินคุณค่าตามลำดับดังนี้ ความหมายของคำศัพท์ พระเจ้าสร้างอาดัมและเอวา อาดัมเป็นมนุษย์ผู้ชาย มี “จู๋” แสดงเครื่องเพศ ส่วนเอวาเป็นมนุษย์ผู้หญิง มี “จิ๋ม” แสดงเครื่องเพศ ชายและหญิงเมื่อเจริญวัยขึ้นจะมีความปรารถนาต่อกันเป็นธรรมชาติ การมีเพศสัมพันธ์ในการแต่งงานเท่านั้นจึงจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้า แต่การแสดงภาพหรือท่าทางใด ๆ ที่โจ๋งครึ่ม เพื่อเน้นเร้าให้เกิดอารมณ์ทางเพศโดยเฉพาะในที่รโหฐาน เราเรียกว่า อนาจาร ลามก หยาบโลน ภาษาอังกฤษใช้คำว่า obscenity หรือ indecency [1] คำว่า “อนาจาร” [2] คือความประพฤติชั่ว น่าละอาย น่าบัดสี ทำให้เป็นที่อับอาย เป็นที่น่ารังเกียจแก่ผู้อื่นในด้านความดีงาม แม้สิ่งนั้นจะทำให้ออกดอกออกผล [2] ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งหมายถึงทำให้เกิดผลประโยชน์หรือกำไรเพิ่มพูนขึ้น อันเนื่องด้วยผลงานนั้นออกรส [2] คือมีรสมีชาติโดยปริยายเป็นที่ชอบอกชอบใจ สนุกสนาน (ฝ่ายเนื้อหนัง) ส่วนคำว่า “ลามก” [2] คือ หยาบช้าต่ำทราม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า erotic [3] เป็นการหมกมุ่นในกาม ความหมายที่กล่าวมาข้างต้นเป็นคำที่บ่งถึงการกระทำอันเป็นแนวตรงข้ามกับศีลธรรมอันดีของมวลมหาประชาชน แต่นักออกแบบที่มีปัญญาญาณก็สามารถที่จะนำเอาความบัดสี ทะลึ่งตึงตัง [2] (มีกิริยามารยาทไม่เรียบร้อย) มาสร้างสรรค์ผลงานที่มีเสน่ห์ [2] คือ มีลักษณะชวนให้รัก (น่าใช้ ใคร่อยากได้ไว้) ได้อย่างมีเล่ห์อุบายแยบคายนัก (ดูทั้ง 8 ภาพ) ศิลปะ [2] คือการทำให้วิจิตรพิสดาร การแสดงซึ่งอารมณ์สะเทือนใจ ให้ประจักษ์ด้วยสื่อต่าง ๆ อย่างเสียง เส้น สี ผิว รูปทรง ศิลปะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ วิจิตรศิลป์ (fine art) และศิลปประยุกต์ (applied art) บทความนี้นำเสนอการประเมินค่าผลงานศิลปประยุกต์ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยในชีวิตผสานกับการยังคงความงดงามในรูปลักษณ์และความประทับใจ สะเทือนอารมณ์ในระดับที่ดึงดูดใจชวนซื้อ หลักการประเมินคุณค่า 1. หลักสุนทรียศาสตร์ สาระสำคัญของหลักการสรุปมาจากหนังสือของกีรติ [4] สุนทรียธาตุหรือเรียกภาษาชาวบ้านว่าความงามนั้นมีองค์ประกอบอยู่ 3 ประการ ได้แก่ ความยิ่งใหญ่ แปลกใหม่ สวยงาม หรือสวยงาม แปลกตา น่าทึ่ง จะมีครบทั้งสามองค์ประกอบหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นหากถามว่าสุนทรียธาตุมีอยู่จริงหรือไม่ หากมี มีอยู่ที่ใด ก็ตอบได้พอสังเขปดังนี้ 1.1 อัตนัยนิยม (Subjectivism) นักปรัชญากลุ่มนี้เชื่อว่าสุนทรียธาตุไม่ได้มีอยู่จริง มนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้นมาเอง Man is the measure of all things. คนเป็นมาตรการวัดทุดสิ่ง มาตรฐานตัดสินความงามจึงไม่ตายตัวแล้วแต่ว่าคนใดจะมีรสนิยมอย่างไรก็กำหนดไปอย่างนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการทางจิตวิทยาของผู้บริโภค ปรัชญาแนวคิดนี้มีประโยชน์ต่อการทำงานของนักออกแบบคือเมื่อนักออกแบบรู้จักพฤติกรรมและรสนิยมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายก็จะออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของเขาได้ ยิ่งตอบสนองเกินความคาดหมายยิ่งทำให้เกิดความพึงพอใจมากเท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้เป็นหน้าที่โดยตรงของงานออกแบบนั่นก็คือการทำให้เกิดสุขภาพจิตที่ดีแก่ผู้บริโภคงาน นักออกแบบและผู้บริโภคต่างก็มีประสบการณ์ทางสุนทรียะ มีรสนิยมต่างกัน และอาจตรงกันมากน้อยเท่าไรก็ได้ แต่หากผลงานออกแบบตรงใจผู้บริโภคจำนวนมาก นั่นเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของนักออกแบบแน่ ๆ 1.2 ปรนัยนิยม (Objectivism) นักปรัชญากลุ่มนี้เชื่อว่าสุนทรียธาตุมีจริงโดยไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการหรือรสนิยมของมนุษย์คนใด สุนทรียธาตุมีมาตรการเดียวเป็นมาตรการแน่นอนตายตัว แม้ไม่มีใครรู้มาตรการนั้นเลย สุนทรียธาตุก็ยังเป็นสุนทรียธาตุอยู่นั่นเอง สุนทรียธาตุนั้นคือความสมบูรณ์ของ “วัตถุ” แปลว่า ความงามอยู่ที่ความสมบูรณ์ของวัตถุ แม้ไม่มีมนุษย์คนใดมองเห็นความสมบูรณ์ของมัน มันก็ยังคงมีสุนทรียธาตุอยู่ในตัวของมันอย่างนั้น การที่มนุษย์ตัดสินไม่เหมือนกันอาจมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินผิด หรืออาจผิดพลาดทั้งสิ้นก็ได้ มาตรการที่มีอยู่จริงนี้อยู่ตรงไหนนั้น ขอยกตัวอย่างแนวคิดของนักปรัชญา 3 คนมาตอบ ดังนี้ Plato กล่าวว่า ความงามมีอยู่อย่างปรนัยในโลกแห่งมโนคติ (world of ideas) ผู้สร้างสรรค์จะมีความยิ่งใหญ่มากน้อยกว่ากัน ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะหยั่งรู้สุนทรียธาตุนั้นได้อย่างสมบูรณ์มากน้อยกว่ากัน อย่างไรก็ตามผู้บริโภคงานออกแบบก็อาจระลึกถึงความงามมาตรฐานเดียวกันนั้นได้ในระดับต่าง ๆ กันด้วย แต่ผลงานที่มี “ความสมบูรณ์” เป็นปรนัย จะปรากฏให้เห็นเป็นงานคลาสิคคือจะเห็นเมื่อไรก็ต้องตาต้องใจเมื่อนั้น ดูนานเท่าไรก็ไม่มีเบื่อไม่ตกยุคตกสมัย เช่น ภาพแหวนแห่งพันธสัญญา Alistotle กล่าวว่า ความงามมีอยู่ที่ความกลมกลืนของสัดส่วนต่าง ๆ เพราะหากออกแบบได้ลงตัวได้สัดส่วน ผู้บริโภคงานออกแบบนั้นก็จะเกิดการผ่อนคลายของประสาท ไม่ตึงเครียด เกิดความพึงพอใจ ดังนั้นความยิ่งใหญ่ของศิลปินหรือนักออกแบบจึง อยู่ที่ความสามารถในการค้นพบความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์นี้แล้วนำมามาถ่ายทอดลงในผลงาน เช่น ภาพตุ๊กตาอ้วน ภาพระวังพื้นลื่น Hegel กล่าวว่า ความงามเป็นลักษณะของจิตอสัมพัทธ์ ผู้ใดได้ฝึกสมรรถภาพทางจิตให้สุขุมก็จะสามารถล่วงรู้ความงามของจิตได้ ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับการฝึกจิตของบุคคลมากกว่าตัววัตถุผลิตภัณฑ์ การฝึกจิตเป็นการพัฒนารสนิยมในการบริโภคงานออกแบบ ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพราะหากนักออกแบบล้ำหน้ามาก แต่ผู้บริโภคไม่ตอบรับก็ไม่รู้ว่าจะขายงานได้อย่างไร นอกจากการศึกษาแล้วการตลาดเชิงรุกก็ควรทำควบคู่ไปด้วย (8 ภาพ 8 สไตล์อันมีที่จากความทะลึ่งตึงตัง) 2. หลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ในลักษณะเชิญชวนให้เกิดอารมณ์ดี ประกอบด้วย [5] 1) การเชิญชนด้านเหตุผล (rational appeal) นำเสนองานเพื่อสร้างความสนใจแก่ผู้บริโภคด้วยประโยชน์ที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์ เช่น ภาพคนเหลาดินสอ 2) การเชิญชวนด้านอารมณ์ (emotional appeal) เป็นการนำเสนอผลงานที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคพึงพอใจเมื่อได้ใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น ผ่อนคลาย ตื่นเต้น สนุก ปลอดภัย เช่น ภาพระวังพื้นลื่น และ 3) การเชิญชวนด้านศีลธรรม (moral appeal) เป็นการนำเสนอผลงานเพื่อกระตุ้นให้รู้สึกว่างานออกแบบนี้มีความเหมาะสม เช่น รักษ์ธรรมชาติ รักครอบครัว เร้าใจแต่ไม่ผิดศีล เช่น ภาพปืน ปกหนังสือ ตราสัญลักษณ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดอารมณ์ดี (Fun Design) มีมาตั้งแต่โบราณกระทั่งปัจจุบัน รูปแบบ สีสัน ประโยชน์ใช้สอยดัดแปลงแตกต่างกันไปตามความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบแต่ละยุคสมัย แนวทางการออกแบบจะเป็นลักษณะการนำเอาบางอย่างมาเปลี่ยนวัตถุประสงค์ที่ใช้ หรือนำของบางสิ่งมาใช้แทนของอีกสิ่งหนึ่ง ทำให้มองแล้วแปลกตาและเรียกร้องความสนใจได้ การออกแบบต้องกระทำให้ถูกกาลเทศะใช้ให้ถูกที่ถูกทาง (ภาพทั้ง 8) ไม่เช่นนั้นจะทำให้งานดูอนาจาร น่าบัดสี ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือต้องตกเป็นจำเลยของสังคม หรือเป็นสินค้าใน “ตลาดมืด” 3. หลักธรรมะ ท่านพุทธทาสภิกขุมีทัศนะว่าศิลปะคือธรรมลักษณ์เป็นการกระทำที่ต้องกระทำด้วยความรู้ ความสามารถและด้วยความเพียรพยายามเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จของการกระทำ ผลปรากฏของสิ่งที่ทำนั้นต้องตาจับใจผู้พบเห็น สามารถพรากจิตของผู้พบเห็นจากความวุ่นวาย ให้สงบเย็นและเป็นสุขได้ ดังนั้นคุณค่าของศิลปะจึงเป็นคุณค่าแห่ง ความดี เป็นผลปรากฏของศิลปะซึ่งต่างจากปรัชญาสำนักอื่น ๆ ที่มีความเห็นว่าคุณค่าขึ้นอยู่กับวัตถุ เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินประเมินค่างานศิลปะคือผลงานต้องแสดง ความจริง คุณค่าของผลงานมิได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนหรือสังคม (ที่เปลี่ยนไปตามสภาพการณ์ของยุคสมัย) [6] คำสำคัญมี 3 คำหลักคือความสงบเย็น ความดี และความจริง เป็น 3 คำที่มุ่งตรงสู่มรรคแห่งความหลุดพ้นจากกิเลสโดยสิ้นเชิง ความสงบเย็นตั้งมั่นในศีลอันเป็นความปกติไม่ฟุ้งซ่าน สมาธิจิตตั้งตรงเห็นความจริงของไตรลักษณ์เป็นปัญญาญาณแห่งผู้รู้แจ้ง มิยึดติดในอรรถรสแห่งความงามหรือประโยชน์ใช้สอยที่ฟุ้งเฟ้อ ซึ่งท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวถึง คฤหัสถ์ไว้ว่าเป็นผู้บริโภคกาม อันหมายถึงแสวงหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังคลุกคลีตีโมงอยู่กลางกิเลสทุกทิวาราตรี [7] ดังนั้นกล่าวได้ว่าผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้ง 8 ภาพนั้นแม้อยู่ในข่ายของความดีที่ไม่น่าบัดสี แต่ก็ยังดีไม่พอที่จะก้าวไปสู่มรรคผลนิพพานได้ เช่นเดียวกับความเห็นของคริสต์ศาสนาซึ่งพระเยซูสอนเกี่ยวกับมาตรฐานใหม่ที่สูงกว่ามาตรฐานเดิม ซึ่งนักบุญมัทธิว [8] บันทึกไว้ว่า “ท่านได้ยินคำกล่าวที่ว่าอย่าล่วงประเวณี แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองหญิงด้วยความใคร่ ก็ได้ล่วงประเวณีกับนางในใจแล้วฉะนั้น ท่านจงเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ของท่านทรงความดีอย่างสมบูรณ์เถิด” นักออกแบบจะใช้มาตรฐานนี้คงทำได้ยากมาก ข้อมูลเกี่ยวกับหลักธรรมะชี้ให้เห็นว่างานออกแบบมิได้เป็นข้อห้ามมิให้มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อประโยชน์แห่งชีวิต เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีอำเภอใจที่จะกระทำการใด ๆ และให้พระพรในการคิดประดิษฐ์ผลงานต่าง ๆ แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อประโลมโลกให้สุขหรรษาก็ตาม เพียงมนุษย์อย่าได้ลุ่มหลงบริโภคสิ่งเร้าที่มีในโลกมากจนลืมไปว่า คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ไหน กล่าวโดยสรุปถึงแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์แนวนี้ ไม่อาจหลีกเลี่ยงการนำแรงบันดาลใจจากเครื่องเพศอันเย้ายวน เร้าอารมณ์เบื้องลึกมานำเสนอ เพราะหากไม่มีสิ่งนี้แล้ว นักออกแบบและผู้บริโภคจะหาอรรถรสแห่งความงามและประโยชน์อันใดได้เล่า เพราะนี่คือวัตถุดิบที่เป็นสารัตถะของ Fun Design ในกรณีใช้ปัญญาออกกลอุบายบ่ายเบี่ยงความอนาจารน่าบัดสี แล้วทดแทนด้วยความน่าใช้ น่าครอบครอง น่ารัก น่าทะนุถนอม น่าเก็บสะสม ชวนมอง น่ารับประทาน สื่อความหมายได้แนบเนียน มากกว่า ประดิษฐ์เพื่อก่อให้เกิดอารมณ์อยากกระทำอนาจาร ผิดต่อความบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมั่นใจว่าการกลั่นกรองด้วยภูมิปัญญาในการออกแบบผลิตภัณฑ์ประโลมโลกอย่างมีอารยะเช่นนี้ก็ทำให้ผู้คนอารมณ์ดี ยิ้มได้ หัวเราะได้ และยืดวันเวลาของชีวิตให้ยืนยาวได้ เอกสารอ้างอิง [1] SO Sethapura. (มปป.) New Model English-Thai Dictionary. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช จำกัด. [2] ราชบัณฑิตยสถาน. (2546) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์. [3] Thai Software Dictionary version 3.0 [4] กีรติ บุญเจือ. (2522) ปรัชญาศิลปะ. กรุงเทพฯ:ไทยวัฒนาพานิชย์ จำกัด. [5] วัชรินทร์ จรุงจิตสุนทร. (2548) หลักการและแนวความคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์. กรุงเทพฯ: แอ๊ปป้า พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด. [6] พระมหาสวนทรา ธมมจารี (สุจารี). (2550) การศึกษาวิเคราะห์ปรัชญาศิลปะตามทัศนะของพุทธทาสภิกขุ. วิทยานิพนธ์สาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. [7] ว.วชิรเมธี. (2556) พระอรหันต์อยู่ไหน. นนทบุรี: ปราณ. [8] มัทธิว. 5 : 27-28, 48 (มปป.) พระวรสาร. หน้า 35, 38. ผู้เขียน ผศ.ดร.เสาวนิตย์ กาญจนรัตน์ ภาควิชาเทคโนโลยีศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตีพิมพ์ในสารสภาคณาจารย์มจพ. ต้นปี 2557